Interesting city, must travel to visit once

Uncategorized

เมือง น่าสนใจ ต้องเดินทางไปเที่ยวสักครั้ง

Stay Under the Star

หากขั้วโลกเหนือนั้นดึงดูดนักล่าแสงเหนือแอฟริกาใต้ก็ดึงดูดเหล่านักล่าดาวให้มารวมกันด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นทุ่งหญ้าโล่งขนาดใหญ่อีกทั้งยังไร้ซึ่งแสงสีของรถและเมืองที่เข้ามารวมกันนั่นทำให้แอฟริกาใต้เหมาะสมอย่างมากสำหรับการถ่ายภาพกลุ่มดาวโดยเฉพาะในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ Tankwa ซึ่งตั้งเป็นพื้นที่ระหว่าง Western Cape และ Northern Cape นั้นมีดาวนับล้านให้ได้นอนมองในทุกปีช่างภาพและนักดาราศาสตร์จะเดินทางมายัง Tankwa เป็นจำนวนมากจนถึงขั้นที่มีการจัดตั้งศูนย์สำหรับดูดาวโดยเฉพาะ แน่นอนว่ากล้องดูดาวขนาดใหญ่ที่สุดในซีกโลกใต้ประจำการอยู่ที่นี่เช่นกันดังนั้นในวันที่มีปรากฏการณ์สำคัญทางดาราศาสตร์ Tankwa จึงคึกคักเป็นพิเศษ

Winelands Tour

Stellenbosch และ Franschhoek คือสองเมืองที่เป็นแหล่งผลิตไวน์ที่ดีที่สุดติดอันดับโลกโดย Stellenbosch นั้นยังคงมีกลิ่นอายของดัตช์โคโลเนียลที่เข้ามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ส่วน Franschhoek นั้นให้กลิ่นอายโคโลเนียลฝรั่งเศสทั้งสองเมืองนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจาก Cape Town และถือว่าเป็นเมืองแห่งอาหารที่นักกินทั่วโลกต่างก็ต้องมาเยือน ซึ่งหากถามหาไวน์เนอรีและศูนย์กลางการผลิตไวน์ที่เก่าแก่ที่สุดในแอฟริกาใต้ก็ต้องเป็น Stellenbosch ด้านหน้าร้อนในเมือง Franschhoek ครึกครื้นไปด้วยบรรยากาศของร้านเอาต์ดอร์ที่ต่างจัดที่นั่งน่ารักๆ รับแสงแดดอุ่นสองเมืองนี้ยังมี MCC (Methode Cap Classique) หรือแชมเปญแบบฉบับท้องถิ่นแอฟริกาใต้ให้ได้ลองชิม และใครที่อยากรู้ว่าบาร์บีคิวสไตล์แอฟริกาใต้เป็นอย่างไรมาพิสูจน์ได้ที่สองเมืองนี้เช่นกัน

Nikko Strawberry Park

เราตบท้ายของการทัวร์ดินแดนในคันโตะเหนือกันที่ไร่สตรอว์เบอร์รี่ที่ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงของเมืองนิกโก ไร่นี้มีชื่อว่า นิกโกสตรอว์เบอร์รี่ ปาร์ค (Nikko Strawberry Park) ซึ่งมี คุณฮิโรอากิ นูมาโอะ (Hiroaki Numao) ผู้เป็นเจ้าของไร่พาชมแปลงสตรอว์เบอร์รี่ที่มีโดมพลาสติกคลุมขนาดใหญ่ถึง 20 โดมด้วยกัน แต่ละโดมแบ่งเป็น 12 แปลงสำหรับเก็บสตรอว์เบอร์รี่ ซึ่งสามารถรองรับลูกค้าได้หลายกลุ่มในเวลาเดียวกัน

พันธุ์ที่นำมาปลูกคือ โทชิโอโตเมะ(Tochiotome) แปลว่า สาวโทชิกิ เป็นพันธุ์ ท้องถิ่นดั้งเดิมของที่นี่ซึ่งว่ากันว่าดีที่สุดในญี่ปุ่น ลูกค่อนข้างโต ชุ่มฉ่ำ หวานหอมอร่อยแต่ปัจจุบันกระจายไปปลูกที่อื่นๆด้วย

สตรอว์เบอร์รี่ในไร่นี้ปลอดสารเคมีใดๆทั้งสิ้น เขาใช้วิธีธรรมชาติโดยใช้ผึ้งตัวเล็กๆคอยผสมพันธุ์อยู่ภายในแต่ละแปลง โดยมีทั้งแปลงที่ปลูกบนพื้นดินและปลูกแบบลอยซึ่งสามารถปรับระดับขึ้นลงได้ เพื่อให้ลูกค้าที่พาเด็กๆมาเที่ยวสามารถเก็บสตรอว์เบอร์รี่ได้ด้วยตัวเอง และภายในโคมมีการปรับอุณหภูมิให้อยู่ที่ระหว่าง 20-25 องศาเซลเซียส

การเก็บสตรอว์เบอร์รี่จะเริ่มระหว่างเดือนมกราคม – มิถุนายน ช่วงต้นฤดูจะมีราคาค่าบริการแพงกว่าช่วงอื่นเล็กน้อย ผู้ใหญ่ราคา 1,700 เยน ส่วนเด็ก 1,200 เยน เขาจะให้เวลาเข้าไปเก็บสตรอว์เบอร์รี่ทานได้ไม่อั้นเป็นเวลา 30 นาที โดยจะมีกล่องพลาสติกใส่นมข้นและให้ทิ้งก้าน

นอกจากนี้ที่นี่ยังมีโชว์รูมขายผลิตภัณฑ์สตรอว์เบอร์รี่มากมาย ทั้งไอศกรีม แยมคุกกี้ รวมไปถึงช็อกโกแลต Kit Kat สอดไส้สตรอว์เบอร์รี่ และที่เด็ดสุดเห็นจะเป็นแกงกะหรี่สตรอว์เบอร์รี่ หรือจะซื้อผลสดๆลูกโตเป็นแพ็คกลับไปฝากคนที่บ้านก็ได้

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *